หากในวันนี้เราลองคิดดูเล่นๆ ว่าหากเราซื้อสินค้าสักหนึ่งอย่าง เช่นอาจจะเป็นยาสีฟัน 1 หลอด และเราใช้ไปทุกเดือนๆ อะไรจะเกิดขึ้น? ใครจะเป็นผู้ได้รับกำไรนั้น? ที่แน่ๆคนแรกที่รวยคือ เจ้าของสินค้า ถัดมาก็คือร้านค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้านั้นๆ แล้วคนซื้อล่ะ ได้อะไร? คำตอบคือ ได้สินค้ามาใช้ตามที่เราต้องการเท่านั้น

แต่หากในวันนี้ อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเราทุกคนมีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการที่ไม่ต้องลงทุน แต่ได้กำไรมหาศาล มีเพียงวิธีเดียวคือ... การเปิดโอกาสให้ตัวเองเปลี่ยนสถานะ จาก ลูกค้า ทั่วๆไป มาเป็นเจ้าของสินค้าและเจ้าของธุรกิจ ร่วมกับธุรกิจของเรา คอนเซ็ปต์ง่ายๆของธุรกิจธุรกิจเครือข่ายก็คือ ตัดช่องว่างของผลกำไรเหล่านี้ แทนที่จะต้องหมดไปให้กับห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีกมากกว่า 40% มาให้กับนักธุรกิจเครือข่ายแทน จึงเป็นที่มาของส่วนแบ่งทางการตลาดนั่นเอง

ท่านจึงเปรียบเสมือนว่าท่านเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าที่...

1. ไม่ต้องลงทุน
2. ไม่ต้องสรรหาอาคารสถานที่
3. ไม่ต้องสรรหาสินค้า
4. ไม่ต้องสรรหาบุคลากร

ความเป็นเจ้าของเครือข่ายที่แท้จริง เกิดจาก

1. มีสินค้าที่ทุกคน ซื้อกิน ซื้อใช้ได้
2. เมื่อสร้างเครือข่ายแล้ว มีการคุ้มครองลิขสิทธิ์เครือข่าย

ปัจจุบันนี้ทั่วโลกกำลังประสบกับสภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจในระดับที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ไม่มีใครทราบแน่นอนว่าเราจะประสบปัญหามรสุมเศรษฐกิจนี้ไปอีกนานเท่าไร แม้สถานการณ์จะค่อยๆดีขึ้น แต่ก็มิได้เฟื่องฟูเหมือนยุคก่อนฟองสบู่แตกเมื่อหลายปีก่อน ลู่ทางการลงทุนในธุรกิจยากขึ้น ความเสี่ยงสูงขึ้น

นอกจากนี้ ค่านิยมในการทำงานก็เปลี่ยนไป การรับราชการหรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจมิได้เป็นอาชีพที่มีความมั่นคงสูงอีกแล้ว การเป็นลูกจ้างบริษัทก็มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงในอาชีพการงานไม่น้อยกว่ากัน ผู้คนจึงต้องหันมามีรายได้เสริมกันอีกทางหนึ่ง นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่รายได้เสริมในรูปแบบของธุรกิจเครือข่ายเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

ดังนั้น ด้วยแนวโน้มจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเลวร้าย ผู้ทำงานประจำต่างก็รู้สึกและตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องมีรายได้เสริม ซึ่งนอกจากจะเป็นลู่ทางในการหารายได้เสริมมาจุนเจือเพิ่มเติมจากรายได้ประจำแล้ว ยังเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับความเสี่ยงที่จะถูกให้ออกจากงานกระทันหัน หรือเจ็บป่่วยจนไม่สามารถทำงานต่อไปได้